SHARE

ขอยกให้เป็นพัตเตอร์รุ่นที่น่าหยิบจับมาลองที่สุดของต้นปี 2019 สำหรับพัตเตอร์ Odyssey “Stroke Lab” รุ่นใหม่ล่าสุด ชนิดที่แค่ฟังคอนเซ็ปต์ในการออกแบบ รวมถึงเทคโนโลยีที่นำมาใช้ก็น่าลองแล้ว

Stroke Lab ของปี 2019 ไม่ใช่รุ่นแรกสุดเลยเสียทีเดียว เพราะถ้าจำกันได้ Stroke Lab นั้นเคยวางขายมาก่อนหน้านี้ ด้วยคอนเซ็ปต์เป็นพัตเตอร์ที่เน้นการจัดวางน้ำหนักเป็นหลัก เพื่อพยายามช่วยให้นักกอล์ฟสโตรกพัตต์ได้สม่ำเสมอที่สุด

กระทั่งมาถึงรุ่นล่าสุดที่ต้องบอกว่า Odyssey จัดเต็มเทคโนโลยีในทุกส่วน แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดวางน้ำหนักเป็นหลัก นำมาโดยเทคโนโลยีก้านแบบผสานหลากวัสดุเข้าด้วยกัน บอดี้หลักเป็นกราไฟต์ และส่วนปลายก้านเป็นเหล็ก ทำให้ก้านมีน้ำหนักเหลือเพียง 75 กรัม ลดน้ำหนักจากก้านพัตเตอร์ปกติไปได้ถึง 40 กรัมเลยทีเดียว
น้ำหนักที่ลดได้จากก้าน ทีม R&D ของ Odyssey นำไปจัดวางใหม่ ไล่ตั้งแต่ทำเป็นหมุดใส่ที่ฐานพัตเตอร์สองหมุดขนาด 10 กรัม และใส่เพิ่มที่ท้ายกริพอีก 30 กรัม โดยการจัดวางน้ำหนักแบบดังกล่าวจะช่วยให้นักกอล์ฟสามารถพัตต์ได้สม่ำเสมอขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นจังหวะเวลาในการแบ็คสโตรก, การควบคุมหน้าพัตเตอร์ในจังหวะอิมแพ็ค และสโตรกพัตต์ที่สมูธขึ้น ส่งผลให้ความเร็วลูกและทิศทางในการพัตต์มีความสม่ำเสมอตามไปด้วย

แต่นวัตกรรมก้าน และการจัดวางน้ำหนัก ไม่ใช่เพียงจุดเด่นเดียวในพัตเตอร์ Stroke Lab เมื่อทาง Odyssey หยิบ White Hot Microhinge เทคโนโลยีหน้าพัตเตอร์ตัวเด่นตัวล่าสุดพวกเขาใส่มาด้วย กับการควบรวมสองเทคโนโลยีหน้าพัตเตอร์อย่าง White Hot และ Microhinge เข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟีลลิ่งการพัตต์ที่นุ่มนวล และประสิทธิภาพการโรลลูกเกาะไลน์ที่ดีที่สุด

พัตเตอร์ Odyssey Stroke Lab จะมีให้เลือกทั้งสิ้น 10 รูปทรง ประกอบด้วย #2, #3, #9, #7, Marxman, 2-Ball Fang, R-Ball, Tuttle, V-Line และ Double Wide นักกอล์ฟที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถสอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้โดยตรงที่บริษัท ลีโอเนียน (ประเทศไทย) จำกัด โทร.02-056-1880

Test by อรรถพล โล่สุวรรณ หัวหน้ากองบรรณาธิการ HotGolf
พัตเตอร์ Odyssey Stroke Lab ที่เราได้รับมาทดสอบในครั้งนี้ ต้องบอกว่าจัดเต็มเทคโนโลยีในทุกส่วนจริงๆ ตั้งแต่กริพ, ก้าน จนถึงหัวพัตเตอร์ ขณะที่รูปทรงก็มีให้เลือกหลากหลาย มาครบทุกโมเดลยอดนิยมของ Odyssey จากการทดสอบ ผมมองว่าสัมผัสแรกที่รู้สึกตั้งแต่สโตรกพัตต์คือ การทำงานของพัตเตอร์ให้ความรู้สึกเป็นเสมือนลูกตุ้มมากขึ้น ช่วงปลายก้านและหัวพัตเตอร์ให้ความรู้สึกมีน้ำหนักมากขึ้น จากการออกแบบก้านที่แบ่งเป็นกราไฟต์กับเหล็กนำมาประกอบกัน และมองว่าช่วยให้หัวพัตเตอร์มีความนิ่งมากขึ้น รวมถึงสโตรกพัตต์มีความสมูธมากกว่าเดิม

สิ่งที่ผมชอบที่สุดขอยกให้ส่วนของหน้าพัตเตอร์ White Hot Microhinge จากที่เคยใช้ในโมเดลพรีเมี่ยมอย่าง EXO แต่ปีนี้ Odyssey จับนำมาใส่ในพัตเตอร์แทบทุกรุ่น ทำให้เราได้สัมผัสเทคโนโลยีขั้นสูงนี้ และความรู้สึกบอกได้เลยว่า ทั้ง “นุ่ม” และ “โรลลูก” ได้ดีมาก เรียกว่าได้ทั้งเรื่องของฟีลลิ่งและประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งมองว่าช่วยลดการออกแรง หรือการกระแทกหน้าพัตเตอร์ เพราะหน้าส่วนนี้นั้นมีช่วยในการโรลลูกอยู่แล้ว ส่งผลให้เกมพัตต์มีความแน่นอนขึ้นตามไปด้วย โดยรวมแล้ว Odyssey Stroke Lab ค่อนข้างมีความสดใหม่ กับการนำเทคโนโลยีก้านแบบสองวัสดุมาใช้ อยากให้นักกอล์ฟหาโอกาสได้ทดสอบกันดูครับ เพราะนี่คือการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีครั้งสำคัญของพัตเตอร์ และมันอาจเป็นสิ่งที่คุณเฝ้ารอคอยว่าจะเข้ามาช่วยให้เกมพัตต์ของคุณดีขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ครับ