ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวงการกีฬาโลกคงไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงไปกว่าเรื่อง “ซูเปอร์ลีก” ของกีฬาฟุตบอลอีกแล้ว เมื่อ 14 ทีมฟุตบอลดังของยุโรป ประกาศจะจัดตั้งลีกของตัวเองขึ้น แต่สุดท้ายอภิมหาโปรเจ็กต์นี้ก็อายุสั้นปิดตัวลงในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น เนื่องจากถูกต่อต้านอย่างหนักจากทุกฝ่าย

แนวคิดของซูเปอร์ลีกมีอยู่ในหลากหลายวงการกีฬา เช่นเดียวกับกีฬากอล์ฟ ที่มีการเปิดตัวโปรเจ็กต์นี้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้วด้วยคือ พรีเมียร์กอล์ฟลีก

โครงการของพรีเมียร์กอล์ฟลีกคือ การคัดนักกอล์ฟชั้นนำ 48 คนทั่วโลกไปแข่งขันใน 18 ทัวร์นาเมนต์ โดยแข่งทั้งแบบประเภทบุคคล และประเภททีม ด้วยเงินรางวัลรวมสูงถึง 240 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยทีเดียว

พรีเมียร์กอล์ฟลีกก็มีสถานะคล้ายกันกับซูเปอร์ลีก นั่นคือถูกต่อต้านโดยการแข่งขันเดิมที่มีอยู่แล้วคือ พีจีเอทัวร์ และยูโรเปี้ยนทัวร์ แถมยังเหมือนกันตรงที่ฝ่ายหลังขู่นักกอล์ฟด้วยว่า ถ้าเลือกไปแข่งในพรีเมียร์กอล์ฟลีก ก็จะเสียสถานะสมาชิกในทัวร์ของพวกเขาไปด้วย

ขณะที่พีจีเอทัวร์ก็มีความพยายามที่จะเอาใจนักกอล์ฟชื่อดังของพวกเขา ด้วยการเพิ่มเงินรางวัลในรายการต่างๆ ให้มากขึ้น แถมล่าสุดยังมาพร้อมโครงการใหม่เอี่ยมเลยอย่าง “Player Impact Program”

Player Impact Program ยังไม่ได้ถูกยืนยันออกมาอย่างเป็นทางการ โดยมันถูกเปิดเผยออกมาด้วยรายงานของนิตยสาร Golfweek ว่าจะป็นระบบเงินรางวัลแบบใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามา ด้วยมูลค่าสูงถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1.2 พันล้านบาทเลยทีเดียว

แถมเงินรางวัลนี้จะมีนักกอล์ฟมีสิทธิ์ได้รับเพียง 10 อันดับเท่านั้น โดยผู้ที่เป็นอันดับหนึ่งจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 250 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม Player Impact Program เป็นระบบเงินรางวัลที่อิงจากความดังของนักกอล์ฟล้วนๆ โดยพีจีเอทัวร์บอกว่านี่คือความพยายามในการตอบแทนนักกอล์ฟที่สามารถสร้างความแตกต่างให้เกมกอล์ฟได้อย่างแท้จริง

ไล่ตั้งแต่ Google Search ว่านักกอล์ฟคนนั้นๆ ถูกเสิร์ชหาใน Google มากน้อยแค่ไหน, Nielsen Brand Exposure ratings ประเมินจากความสำเร็จผู้เล่นในการเป็นตัวแทนให้กับแบรนด์สปอนเซอร์ โดยเฉพาะการได้ออกจอในการถ่ายทอดสด, Q Rating วัดจากความดึงดูดและเป็นที่รู้จักของแบรนด์นักกอล์ฟคนนั้นๆ, Meltwater Mentions วัดจากการที่นักกอล์ฟถูกพูดถึงในสื่อต่างๆ มากน้อยแค่ไหน, MVP Index rating วัดจากผลตอบรับของนักกอล์ฟในช่องทางโซเชียลมีเดีย และดิจิทัลมีเดียต่างๆ

ดังจะเห็นได้ว่า เกณฑ์ประเมินที่นำมาใช้วัดนั้น มาจาก “ความดัง” ของนักกอล์ฟ

มีการเปิดเผยด้วยว่า จากเกณฑ์ที่นำมาใช้ทั้งหมดนี้ เมื่อวัดผลจากฤดูกาล 2019 ผู้ชนะอันดับหนึ่งจะเป็น ไทเกอร์ วูดส์ ต่อด้วย รอรี่ แม็คอิลรอย, บรูคส์ เคปก้า, ฟิล มิคเคลสัน, ริคกี้ ฟาวเลอร์, จอร์แดน สปีธ, ดัสติน จอห์นสัน, จัสติน โธมัส, จัสติน โรส และ อดัม สกอตต์ ตามลำดับ

หลังจากมีกระแสเรื่องนี้ เมื่อถามนักกอล์ฟที่อยู่ในทัวร์ แต่ไม่ได้เป็นผู้เล่นชื่อดัง แน่นอนว่ากระแสย่อมเป็นไปในทิศทางที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าระบบโบนัสนี้จะมีแต่ผู้เล่นหน้าเดิมๆ อยู่เสมอ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมีนักกอล์ฟคนไหนสอดแทรกเข้าไปในลิสต์นี้ได้ และพีจีเอทัวร์ควรมองถึงระบบที่ช่วยเหลือผู้เล่นโดยรวมทั้งหมดมากกว่า

อย่างไรก็ตาม จากรายงานมีการเปิดเผยด้วยว่า พีจีเอทัวร์จะพยายามช่วยเหลือผู้เล่นทุกคน ด้วยเครื่องมือเพื่อช่วยให้นักกอล์ฟจัดการกับโซเชียลมีเดีย หรือการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อให้พวกเขามีโอกาสในธุรกิจนอกสนามมากยิ่งขึ้น

เรื่องเงินๆ ทองๆ ลามไปในทุกวงการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีโรคโควิด-19 เข้ามาเป็นกระตุ้นเช่นนี้…แล้วคุณล่ะครับเห็นด้วยครับ Player Impact Program นี้หรือไม่?

**สั่งซื้อสินค้ากอล์ฟออนไลน์ผ่าน HotGolf Shop สอบถามสินค้าได้ที่คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hotgolf

Advertisement