บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป (BMW Group) ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของยนตรกรรมขุมพลังไฟฟ้าแบบ 100% ด้วยการเปิดตัวรถคอนเซ็ปต์คาร์ BMW Concept i4 ยานยนต์ไฟฟ้าสมบูรณ์แบบซึ่งปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ แต่ยังดีไซน์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ มั่นใจ ทันสมัย และดุดันน่าเกรงขามไปพร้อมกัน โดยมีกำหนดผลิตจริงอย่างเป็นทางการในช่วงปี 2021 นี้

BMW Concept i4 ได้ถูกเผยโฉมเป็นครั้งแรกแบบ Virtual World Premiere พร้อมสะกดทุกสายตาในงาน BMW Group Annual Accounts Conference เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดย Adrian van Hooydonk รองประธานอาวุโสของ BMW Group Design เป็นผู้กล่าวแนะนำถึงยนตรกรรม BMW Concept i4 ว่า ถือเป็นตัวแทนและสัญลักษณ์ในการนำพลังงานไฟฟ้ามาสู่หัวใจหลักของแบรนด์ BMW อย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบที่ไดนามิกไม่หยุดนิ่ง การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และความสง่างามหรูหรา

คอนเซ็ปต์อันโดดเด่นของ BMW Concept i4 คือ การเป็นยานยนต์ไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ 100% ซึ่งปล่อยมลภาวะเป็นศูนย์ (zero local emissions) แต่ยังมาพร้อมกับสมรรถนะที่เหนือระดับ ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าที่ส่งกำลังได้ถึง 530 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กม. ได้ภายใน 4 วินาที (0 – 60 ไมล์ต่อชั่วโมง) อัตราเร่งสูงสุด 200 กม.ต่อชั่วโมง (124 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในการชาร์จแต่ละครั้งสามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางราว 600 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP นอกจากนี้ยังเด่นที่ระบบการส่งพลังเสมือนที่ทำงานได้อย่างเงียบสนิทแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

รูปทรงของ BMW Concept i4 นั้นถูกออกแบบตามหลัก aerodynamic ทำให้ประหยัดพลังงาน ช่วยให้ตัวรถสามารถขับขี่ได้ระยะทางที่มากยิ่งขึ้น ดีไซน์ประสิทธิภาพสูงนั้นถูกแฝงไว้ในส่วนต่างๆ อย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ไปถึงขอบล้อที่ออกแบบอย่างลงตัว

โดยเฉพาะส่วนกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของ BMW นั้น แม้ว่ารถคันนี้จะไม่มีการเผาไหม้และไม่ต้องระบายความร้อนแล้ว แต่มันได้ถูกปรับหน้าที่ใหม่มาเป็น “แผงอัจฉริยะ” ที่ติดตั้งเซ็นเซอร์ต่าง ๆ แทน นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ผสานไว้อย่างแนบเนียน อาทิ คลิปประตูที่สเกิร์ตข้างที่หุ้มแบตเตอรี่ไว้ รวมถึงดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ขนาดใหญ่ที่ช่วยเติมเต็มงานดีไซน์ และให้ผลดีตามหลักหมุนเวียนอากาศ Aerodynamic หรืออากาศพลศาสตร์ด้วยเช่นกัน

ไม่เท่านั้น ลายเส้นดีไซน์ภายนอกตัวรถนั้นแตกต่างจาก Gran Coupe ทั่วไปอย่างชัดเจน ด้วยการให้ความดูน่าเชื่อถือ ทันสมัย มั่นใจ และดุดันน่าเกรงขามไปพร้อมกัน โดยเฉพาะตัวสี Frozen Light Copper นั้นเหมือนกันกับ BMW Vision iNEXT เสริมความโดดเด่นด้วยเส้นสายสีฟ้าทั้งด้านหน้าและด้านข้างของรถที่ตอกย้ำความเป็น BMW i ด้านหลังโดดเด่นด้วยไฟท้ายรูปตัว L (L-shape) รับกับขอบบนฝากระโปรงท้ายที่ยื่นออกมาเล็กน้อยเพื่อให้เป็นสปอยเลอร์หลังในตัว การออกแบบที่ตรงตามหลักอากาศพลศาสตร์ยังมีการรวมช่องระบายอากาศแนวตั้งที่เป็นจุดโฟกัสของรถสปอร์ต ขณะที่ส่วนชายล่างติดตั้งดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ ตกแต่งด้วยแถบสีฟ้า BMW i Blue บ่งบอกถึงการมีอยู่ของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจาก BMW i Vision Dynamics

แม้จะมีรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยนและดูทันสมัย แต่ BMW Concept i4 ยังถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความสะดวกสบายทั้งในการเป็นผู้ขับขี่ และเป็นการผู้โดยสาร ผู้ที่รักในการขับรถจะสนุกและเพลิดเพลินไปกับฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวรถ ไม่ว่าจะจากแแผงคอนโซลหน้าจอดิจิทัลโค้งแนวนอนขนาดใหญ่ที่ทำงานร่วมกับพวงมาลัย แสดงส่วนข้อมูลและส่วนควบคุมแบบผสมเข้ากันเป็นยูนิตเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน รองรับการทำงานที่มีความซับซ้อน รวมทุกฟังก์ชั่นการทำงาน ลดความจำเป็นในการเอื้อมมือให้เหลือน้อยที่สุด อีกทั้งเป็นตัวที่ช่วยให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งมากขึ้นด้วย

อีกทั้งแม้ขับเคลื่อนได้อย่างเงียบสงบ แต่ BMW ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องสุนทรียภาพในการขับขี่เช่นกัน จึงจับมือกับนักแต่งเพลงระดับตำนาน และเป็นเจ้าของรางวัลออสการ์อย่าง Hans Zimmer ร่วมกับดีไซเนอร์ด้านเสียงของ BMW อย่าง Renzo Vitale มาออกแบบเสียงต่างๆ ตั้งแต่เสียงเมนูควบคุมไปจนถึงเสียงในโหมดขับขี่ต่างๆ ที่ช่วยสร้างอารมณ์และความตื่นเต้นให้กับยานยนต์ไฟฟ้าของ BMW

ในส่วนของผู้โดยสารตอนหลังจะรู้สึกสะดวกสบายไปกับโดยสารภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ที่ถือว่าเกินคาดสำหรับรถดีไซน์ล้ำยุคเช่นนี้ นั่นก็เพราะด้วยการออกแบบให้มีตัวฐานล้อยาวเป็นพิเศษ อีกทั้งยังทำให้มีพื้นที่วางขาที่กว้างเป็นพิเศษ เสริมพนักพิงศีรษะเป็นแบบรวมเป็นชิ้นเดียวกับที่นั่ง ทั้งส่วนด้านหน้าและด้านหลัง ช่วยเพิ่มความรู้สึกถึงรถสปอร์ต ผู้นั่งเบาะหลังจะเห็นภาพกราฟิกแนวนอนที่เกิดขึ้นจากประตูรถ ทำให้สร้างความรู้สึกเหมือนอยู่ในเลานจ์หรูเลยทีเดียว

ภายใน BMW Concept i4 เน้นสีบรอนซ์ทองอบอุ่นผสมกับโครเมี่ยมเพื่อให้การตกแต่งภายในสะท้อนความไฮคลาสเหนือระดับ แผงควบคุมกลางถูกหยิบเข้ามาใช้แทนที่คันเกียร์แบบดั้งเดิม องค์ประกอบต่าง ๆ เช่นตัวควบคุม iDrive Controller และปุ่มหน่วยความจำเพื่อปรับที่นั่งนั้นถูกวางในครอบแก้วคริสตัลได้อย่างสวยหรู เบาะนั่งผสมผสานระหว่างผ้า/หนัง ตกแต่งด้วยลายเส้นกราฟฟิค และหนังฟอกสีธรรมชาติโดยใช้ใบมะกอก ทั้งหมดนี้การันตีได้ถึงการตกแต่งภายในที่ใช้วัสดุคุณภาพสูงและยั่งยืนกับสิ่งแวดล้อม

ใน BMW i4 ใช้เทคโนโลยี BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5 รวมถึงยังเป็นรุ่นที่ถูกวางตัวให้ใช้กับรถพลังงานไฟฟ้ารุ่นอื่นด้วยในอนาคต มอเตอร์ไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นสำหรับ BMW i4 นั้นสามารถส่งกำลังสูงสุด 390 กิโลวัตต์ / 530 แรงม้า เทียบเท่าเครื่องยนต์สันดาปภายใน (combustion engine) BMW V8 ในปัจจุบัน โดย BMW eDrive เจเนอเรชันที่ 5 ยังใช้แบตเตอรี่แรงสูงที่ออกแบบใหม่พร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด โดยมาพร้อมรูปลักษณ์บางเฉียบแต่ยังคงความหนาแน่นของเซลล์พลังงานเอาไว้อย่างเต็มที่ กับน้ำหนักแบตเตอรี่ประมาณ 550 กิโลกรัม ให้พลังไฟ 80 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงและมีช่วงการใช้งานสูงสุด 600 กม. ในวงจร WLTP

ชุดการผลิต BMW i4 ใหม่จะเริ่มขึ้นในปี 2021 ที่โรงงานหลักของ BMW Group ในมิวนิค รวมถึงในอนาคต ยานยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ ระบบไฮบริด และยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดจะผลิตในสายการประกอบเดียวกันที่มิวนิค ซึ่งนับเป็นก้าวใหม่ที่สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เนื่องจากจำเป็นต้องรองรับแบตเตอรี่แรงสูง และต้องสร้างเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างรถบางส่วนขึ้นใหม่ทั้งหมด โดย BMW อยู่ระหว่างปรับปรุงและลงทุนเพิ่มเติมให้กับโรงงานที่มิวนิคด้วยเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านยูโร

**สมัคร HotGolf Member ฟรี! รับข่าวสารเรื่องเด่นและน่าสนใจส่งตรงถึงอีเมลของคุณทุกสัปดาห์ พร้อมสิทธิประโยชน์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น กรอกข้อมูลได้ที่คลิก http://wow.in.th/aHfN