สัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ของการแข่งขันกอล์ฟเมเจอร์ที่ได้ชื่อว่ายากสุดหินที่สุด จากบรรดาทั้ง 4 เมเจอร์ ในศึก “ยูเอส โอเพ่น” ครั้งที่ 121

ความยากของยูเอส โอเพ่น เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นไปแล้ว ในเมเจอร์เดียวกันของนักกอล์ฟสตรี ณ สนามกอล์ฟเดอะโอลิมปิกคลับ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ที่มีนักกอล์ฟเพียง 3 คนเท่านั้นที่สามารถตีได้ต่ำกว่าพาร์

ขณะที่ยูเอส โอเพ่น ของผู้ชายครั้งนี้จะจัดการแข่งขันขึ้นที่สนามกอล์ฟทอร์รี่ย์ ไพนส์ ในเมืองซานดิเอโก, รัฐแคลิฟอร์เนีย ชิงเงินรางวัลรวม 12.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยผู้ชนะรับเงินไปเลยเหนาะๆ 2.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 70 ล้านบาท

สำหรับทอร์รีย์ ไพนส์นั้น เป็นสนามติดชายฝั่งทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิค ที่นักกอล์ฟในพีจีเอทัวร์คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสังเวียนประจำของกอล์ฟพีจีเอทัวร์ รายการฟาร์เมอร์ส อินซัวแรนซ์ โอเพ่น ซึ่งก็เพิ่งแข่งขันกันไปเมื่อตอนเดือนม.ค.ที่ผ่านมา โดยแชมป์ตกเป็นของ แพทริค รีด ด้วยสกอร์ 14 อันเดอร์พาร์

ถ้าพิจารณาจากสกอร์ของผู้ชนะ ดูเหมือนว่า ทอร์รีย์ ไพนส์จะไม่ได้เป็นสนามที่ยากอะไรมากมาย แต่เมื่อมันถูกปรับมาใช้เป็นสังเวียนการแข่งขันยูเอส โอเพ่น ได้มีคำยืนยันว่านี่จะไม่ใช่ทอร์รีย์ ไพนส์ที่นักกอล์ฟคุ้นเคยอย่างแน่นอน

แน่นอนว่ามันจะ “ยากขึ้นกว่าเดิมมาก”

เอกลักษณ์การเซ็ตสนามของยูเอสจีเอ เพื่อใช้จัดแข่งยูเอส โอเพ่น คือ รัฟจะต้องหนา, เหนียว, แน่น และยาว ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในรัฟของทอร์รีย์ ไพนส์ ครั้งนี้

รัฟของทอร์รีย์ ไพนส์ เป็นหญ้าพันธ์ที่มีชื่อว่า Kikuyu ถูกเซ็ตความยาวไว้ที่ 4-5 นิ้ว ซึ่งสั้นกว่าเมื่อเทียบกับความยาวของรัฟในการแข่งขันยูเอส โอเพ่น ปีก่อนๆ แต่หนากว่า ใบหญ้าเรียว แต่ซับซ้อน มีโอกาสที่ลูกจะซุกแล้วตีออกมายาก หรือแม้แต่การหาลูกก็ยากเช่นกัน

จอร์แดน สปีธ บอกหลังเล่นรอบซ้อมเสร็จว่า ถ้าคุณตีหลุดเข้ารัฟไปเพียงแค่ 5 หลา มีโอกาสเป็นไปได้ที่คุณจะหาลูกไม่เจอ

นอกจากรัฟ Kikuyu ที่ยากแล้ว แฟร์เวย์ก็ใช้หญ้าแบบเดียวกัน เอื้อต่อยูเอสจีเอที่จะเซ็ตแฟร์เวย์ให้แคบขึ้น เสริมด้วยอากาศที่อุ่นกว่าเมื่อเทียบกับตอนช่วงต้นปี ทำให้ตัวแฟร์เวย์นั้นจะแข็งขึ้น และกรีนเร็วขึ้นด้วย

ขณะที่ความยาวของสนามเล่นกันที่ระยะ 7,652 หลา ซึ่งน้อยกว่าความยาวของพีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ที่เพิ่งสร้างสถิติเป็นเมเจอร์ที่ระยะยาวที่สุดในประวัติศาสตร์เพียงแค่ 224 หลาเท่านั้น

อีกทั้งยังปรับเป็นพาร์ 71 โดยปรับหลุม 6 ระยะ 515 หลา ที่จากเดิมเป็นพาร์ 5 ไปเป็นพาร์ 4 แทน และกลายเป็นหนึ่งในหลายๆ หลุมพาร์ 4 ที่ระยะมากกว่า 500 หลา

แชมป์เก่าอย่าง ไบรสัน เดอแชมโบ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกจับตามองมากที่สุด ออกมาพูดถึงกลยุทธ์ของเขาว่า ไม่มีอะไรมากไปกว่าการพยายามบอมบ์ในช็อตไดร์ฟให้ไกลที่สุด สร้างโอกาสให้ตัวเองเข้าใกล้กรีนมากที่สุด แม้จะเสี่ยงกับรัฟที่ยากก็ตาม

ส่วน รีด เจ้าของแชมป์ฟาร์เมอร์ส อินซัวแรนซ์ โอเพ่น มองต่างออกไป เขาคิดว่าการเล่นครั้งนี้สิ่งสำคัญคือ การเลือกจุดวางตัว มากกว่าการพยายามที่จะไดร์ฟให้ไกลที่สุด

สำหรับครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทอร์รีย์ ไพนส์ ถูกเลือกใช้ให้จัดยูเอส โอเพ่น โดยเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากครั้งแรกเมื่อปี 2008

ครั้งนั้นถือเป็นการแข่งขันแห่งความทรงจำ เมื่อชัยชนะเป็นของ ไทเกอร์ วูดส์ ที่เพลย์ออฟเอาชนะ ร็อคโค่ เมดิแอท ทั้งที่เขาลงเล่นโดยมีอาการบาดเจ็บ

จากวันนั้นถึงวันนี้ มีการยืนยันว่า ทอร์รีย์ ไพนส์ ยากกว่าเดิมขึ้นพอสมควร แล้วมารอลุ้นว่าใครจะเป็นผู้ดำเนินรอยตาม ไทเกอร์ ด้วยการคว้าโทรฟี่แชมป์ในการแข่งขันคราวนี้…

**สั่งซื้อสินค้ากอล์ฟออนไลน์จากทุกแบรนด์ชั้นนำ ผ่าน HotGolf Shop สอบถามสินค้าได้ที่คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hotgolf

Advertisement