SHARE

ปีที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นปีที่อุตสาหกรรมไม้กอล์ฟคึกคักด้วยอุปกรณ์กอล์ฟรุ่นใหม่ๆ แล้ว ต้องบอกว่าเทรนด์หลายอย่างของไม้กอล์ฟมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ในส่วนของ “ไฮบริด” ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความโดดเด่นอย่างมากของปี 2018 หลายแบรนด์มีการปรับรูปแบบการลอนช์โมเดลด้วยการออกแยกออกมาเป็นรุ่นเฉพาะ หรือหลายแบรนด์ก็พัฒนาใส่เทคโนโลยีมาให้กับไฮบริดของพวกเขามากยิ่งขึ้น

ไฮบริด ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับนักกอล์ฟ ได้กลายเป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม และในเรื่องเด่นของ Cover Story ของเราฉบับนี้ ทีมงาน HotGolf ได้คัดไฮบริดรุ่นเด่นมาแนะนำให้กับนักกอล์ฟที่กำลังหาตัวช่วยอยู่ และนี่อาจเป็นตัวช่วยที่คุณกำลังตามหาอยู่ก็เป็นได้…

Cobra King F8
ไฮบริดตระกูล King F8 จาก Cobra ยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง กับรางคู่ที่ท้องไม้ Baffler® Dual Rail system ที่ช่วยให้สามารถตีผ่าน และทิศทางของหัวไม้แน่นอนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับ Crown Aero สันบนกระดองที่ติดกับส่วนของหน้าไม้ ที่ช่วยจัดการกับแรงต้านอากาศ ให้สามารถเร่งสวิงสปีดได้เร็วขึ้น โดยทำจากวัสดุ polymer ที่น้ำหนักเบา เพื่อให้ยังรักษาคุณสมบัติจุดศูนย์ถ่วงอยู่ต่ำเอาไว้
ทำไม Cobra King F8 ถึงช่วยคุณได้ : รางคู่ของ Cobra เป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง Cobra ไม่ได้พัฒนาแค่การจัดการแรงต้านอากาศเท่านั้น แต่ยังจัดการกับแรงต้านเมื่อหัวไม้พุ่งผ่านพื้นด้วย ส่งผลให้ยังสามารถเร่งสปีดได้สูงสุด แม้จะมีการตีผิดพลาดก็ตาม เหมาะกับนักกอล์ฟที่ยังสวิงได้ไม่สม่ำเสมอ แต่ด้วย Cobra King F8 จะช่วยให้นักกอล์ฟสามารถตีไฮบริดได้อย่างสม่ำเสมอมากขึ้น

Fourteen HI-877
แม้จะเด่นเรื่องเวดจ์กับชุดเหล็ก แต่ต้องบอกว่าไฮบริดรุ่น HI-877 จาก Fourteen จัดเป็นรุ่นที่ดึงดูดสายตานักกอล์ฟได้อย่างมาก ด้วยสีเหลืองดูโดดเด่น เพื่อให้เล็งหน้าไม้ได้อย่างชัดเจน ง่ายต่อการจรดลูก และช่วยเพิ่มความมั่นใจ พร้อมกับรูปลักษณ์ที่เป็นส่วนผสมของไฮบริดและเหล็กยาวอย่างลงตัว ส่วนหน้าไม้เป็นคัพเฟซเป็น AM355P ช่วยให้สร้างสปีดได้สูงสุด ส่วนตัวบอดี้ใช้วัสดุ ST-22 steel ที่สามารถส่งพลังงานไปยังหน้าไม้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังดีไซน์ดึงจุดศูนย์ถ่วงให้อยู่ต่ำ เพื่อให้ตีลูกลอยง่าย ได้สปินที่เหมาะสมในแต่ละองศา และยังชดเชยความผิดพลาดได้อย่างเต็มที่
ทำไม Fourteen HI-877 ถึงช่วยคุณได้ : Fourteen HI-877 มาด้วยรูปลักษณ์เป็นสีเหลืองดูโดดเด่น เหมาะกับนักกอล์ฟที่มีปัญหาการยืดจรดลูกแล้วหน้าไม้ไม่สแควร์ ขณะที่รูปทรงถูกปรับให้เยื้องไปทางเหล็ก ดูขนาดกะทะรัด แต่ไม่ได้เล็กจนเกินไป ช่วยให้นักกอล์ฟยังมีความมั่นใจในการใช้ ขณะที่ร่องหน้าไม้ของ Fourteen นั้นขึ้นชื่อว่าให้สปินสูงลูกตกบนกรีนแล้วหยุดอย่างแน่นอน

Kasco Power Tornado UT-Wedge
ต้องบอกว่าหนึ่งในเป้าหมายของการสร้างไฮบริดขึ้นมา นั่นก็คือ การเข้ามาช่วยนักกอล์ฟที่มีปัญหาเรื่องการใช้เหล็กยาว ตีแล้วลูกไม่ลอย ทำให้โอกาสตีลูกตกหยุดบนกรีนน้อยตามไปด้วย และ Kasco ก็พุ่งเป้าไปที่ปัญหาดังกล่าวด้วยรุ่น Power Tornado UT-Wedge ที่ใช้คอนเซ็ปต์ช่วยให้ตีลูกตกหยุดบนกรีนเหมือนกับเวดจ์ยังไงยังงั้น และวางองศาหน้าไม้มาให้เลือกสูงสุดถึง 31 องศา และระยะที่ได้เทียบเคียงเหล็ก 7 เลยทีเดียว นอกจากนี้ก็ออกแบบส่วนอื่นๆ มาให้ใกล้เคียงกับฟีลลิ่งการใช้เวดจ์ ไม่ว่าจะเป็นท้องไม้ที่มีความโค้งมนในหลายจุด ช่วยให้ตีผ่านได้ง่าย รวมถึงกระดองที่มีขอบโค้งด้านหลัง ช่วยให้เล็งทิศทางได้ง่ายขึ้น
ทำไม Kasco Power Tornado UT-Wedge ถึงช่วยคุณได้ : นักกอล์ฟบางคนอาจจะไม่ได้มีปัญหาแค่ใช้เหล็กยาวเท่านั้น แต่อาจรวมถึงเหล็กกลางด้วย โดยเฉพาะนักกอล์ฟซีเนียร์ที่ระยะอาจสั้นลงกว่าเดิม หากใช้เหล็กแบบปกติ และ Kasco Power Tornado UT-Wedge คือตัวช่วยสำหรับนักกอล์ฟในกลุ่มนี้อย่างแท้จริง เพื่อให้เกมขึ้นกรีนมีความแน่นอน และโอกาสที่ลูกจะตกหยุดบนกรีนมีมากขึ้น

Maruman Shuttle NX-1
แบรนด์ Maruman ขึ้นชื่อเรื่องเป็นอุปกรณ์ที่ตีง่าย และเหมาะกับนักกอล์ฟทุกระดับฝีมือ โดยเฉพาะซีรี่ส์ Shuttle ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนถึงรุ่น NX-1 โดยเทคโนโลยีที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีในรุ่นนี้คือ โครงสร้างหน้าไม้แบบ Spider Web ที่ดีไซน์ความหนา-บางคล้ายกับใยแมงมุม ทำให้มีความเบา และช่วยขยายสวีทสปอตให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ลูกที่ดีดออกจากหน้าไม้สร้างระยะได้ไกลขึ้น และยังสามารถชดเชยความผิดพลาดในกรณีที่ไม่โดนกลางหน้าไม้ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการเสริมตัวช่วยด้วยการวางจุดศูนย์ถ่วงให้อยู่ต่ำ ด้วยการใส่ทังสเตนอัลลอยไว้ในบริเวณท้องไม้ทั้งหมด ทำให้จุดศูนย์ถ่วงและสวีทสปอตอยู่ต่ำ และตีง่ายตีลูกลอยยิ่งกว่าเดิม
ทำไม Maruman Shuttle NX-1 ถึงช่วยคุณได้ : Maruman ขึ้นชื่ออยู่เรื่องการเป็นอุปกรณ์ที่ตีง่าย โดยเฉพาะในไฮบริดรุ่นนี้ที่พัฒนาต่อมาจากรุ่น Shuttle UF โดยเฉพาะการถ่วงด้วยทังสเตนแบบจัดเต็ม เรียกว่าตีลูกลอยแน่นอน นักกอล์ฟที่มีปัญหาตีท็อปลูกบ่อยๆ Shuttle NX-1 จะช่วยให้คุณเข้าลูกได้อย่างแน่นอนมากยิ่งขึ้น

Callaway Rogue Star
เชื่อว่าถึงตอนนี้คงไม่มีนักกอล์ฟคนใดไม่รู้จัก Jailbreak Technology จาก Calllaway หลังสร้างชื่อในรุ่น Epic จนประสบความสำเร็จอย่างมาก กับเสา 2 เสาภายในหัวหลังหน้าไม้ เพื่อช่วยกักเก็บพลังงานของตัวบอดี้ แล้วนำมาปลดปล่อยเป็นพลังส่งลูกออกจากหน้าไม้ได้รุนแรงมากยิ่งขึ้น ขณะที่ในรุ่น Rogue ทาง Callaway ได้หยิบเทคโนโลยี Jailbreak ดังกล่าวมาใส่อยู่ไว้ในไฮบริดเป็นครั้งแรก เพื่อให้สปีดบอลออกจากหน้าไม้ได้สูงสุด นอกจากนี้ก็ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีหลักอื่นๆ ในตัวไดรเวอร์อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น Speed Step, Internal Standing Wave, Ultra-thin Face และ Hyper Speed Face Cup
ทำไม Callaway Rogue Star ถึงช่วยคุณได้ : Callaway จัดเต็มเรื่องเทคโนโลยีให้กับไฮบริด Rogue ดังนั้นคุณมั่นใจได้เลยว่า มันจะทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระยะจาก Jailbreak หรือการวางจุดศูนย์ถ่วงด้วย ส่งผลให้ Rogue เป็นไฮบริดที่ตีง่ายที่สุด และได้ผลลัพธ์ที่นักกอล์ฟพึงพอใจอย่างแน่นอน

Titleist 818
ไฮบริด 818 ยังคงมาพร้อมกับความตั้งใจของ Titleist ในช่วงหลัง นั่นคือ การลอนช์ออกมาพร้อมซีรี่ส์ชุดเหล็ก เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างไฮบริด-เหล็กมีความกลมกลืนมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงมาพร้อมเทคโนโลยีเด่นของชุดหัวไม้ ไม่ว่าจะเป็น Active Recoil Channel™ 2.0 ร่องที่่ช่วยสร้างแรงดีดเพื่อเพิ่มความเร็วให้ลูก รวมถึงเทคโนโลยีปรับไฟลท์บอลด้วย SureFit CG ได้ทั้งตรง, เฟด และดรอว์ ขณะที่อีกหนึ่งจุดเด่นการมี 2 รูปทรงให้เลือกระหว่าง H1 ที่รูปทรงเยื้องไปทางหัวไม้แฟร์เวย์ และเหมาะกับรูปแบบสวิงแบบตีกวาด ขณะที่ H2 รูปทรงเยื้องไปทางเหล็ก และมีแนวสวิงที่ชัน เพื่อให้นักกอล์ฟได้เลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการ และรูปแบบการตีมากที่สุด
ทำไม Titleist 818 ถึงช่วยคุณได้ : ไฮบริดจาก Titleist เป็นหนึ่งในรุ่นที่สามารถปรับแต่งได้มากที่สุด ด้วยทั้งระบบ SureFit CG และระบบปรับคอไม้ SureFit เพื่อให้สามารถเข้ากับการฟิตติ้งและหาไฮบริดที่เหมาะกับตัวเองอย่างลงตัวที่สุด ถ้าคุณจริงจังกับเกมกอล์ฟ และต้องการไฮบริดที่ให้ประสิทธิภาพได้มากที่สุด ทั้งเรื่องการชดเชยความผิดพลาด และการคอนโทรล Titleist 818 ตอบโจทย์คุณได้อย่างแน่นอน

Mizuno CLK
ไฮบริดจาก Mizuno ที่แยกออกมาจากไลน์อื่นๆ โดยเฉพาะ รุ่น CLK แต่มีเทคโนโลยีที่คุ้นเคยกันอย่างดีจากไม้กอล์ฟ Mizuno ไม่ว่าจะเป็น Wave sole ดีไซน์ท้องไม้ให้คล้ายกับสปริง เพื่อส่งลูกออกจากหน้าไม้ให้แรงยิ่งขึ้น ทำงานร่วมกับหน้าไม้ 1770 Maraging Steel ที่บางแต่แข็งแกร่งอย่างมาก ขณะที่อีกหนึ่งจุดเด่นที่สุดของ Mizuno CLK คือ คอไม้ adjustable hosel ที่สามารถปรับแต่งทั้ง lie, loft และการเปิดปิดหน้าไม้ ให้นักกอล์ฟสามารถปรับแต่งได้ตามต้องการ เพื่อนำมาเชื่อมต่อกับเหล็กหรือหัวไม้แฟร์เวย์ได้อย่างลงตัวมากที่สุด
ทำไม Mizuno CLK ถึงช่วยคุณได้ : Mizuno CLK เป็นหนึ่งในเทรนด์ไม้กอล์ฟปัจจุบันที่แบรนด์กอล์ฟเริ่มหันมาทำโมเดลแยกออกจากซีรี่ส์หัวไม้ มากขึ้น ส่งผลให้ไม่ต้องอิงทั้งรูปลักษณ์และเทคโนโลยีของหัวไม้ โดยสามารถใส่เทคโนโลยีที่เหมาะกับไฮบริดมากที่สุดเข้ามาใช้ และ Mizuno CLK ก็ถูกดีไซน์มาเพื่อให้ตีลูกลอยง่าย และได้ระยะ ครบถ้วนสำหรับการเป็นไฮบริดที่นักกอล์ฟมองหา

PRGR Q
PRGR Q เป็นไฮบริดที่ PRGR ปล่อยแยกออกมาจากไลน์อื่นๆ ด้วยคอนเซ็ปต์เป็น Rescu “Q” สำหรับช่วยแก้ไขเล่นลูกออกจากอุปสรรคต่างๆ หรือไลที่เล่นยาก ด้วยการออกแบบท้องไม้เป็นแบบ V-shape เพื่อลดจุดสัมผัสกับพื้นให้สามารถตีผ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะที่ตัวรูปทรงออกแบบเป็นทรงดีพเฟซ เพื่อเอื้อต่อการวางจุดศูนย์ถ่วงให้สามารถเข้าบอลได้ง่ายยิ่งขึ้น นำมาสู่สปินที่ดี แม้เป็นการเล่นลูกในไลยากๆ หรือการเล่นลูกออกจากรัฟก็ตาม
ทำไม PRGR Q ถึงช่วยคุณได้ : รูปทรงฐาน V-shape ของ PRGR Q จะช่วยให้นักกอล์ฟสามารถเข้าบอลได้ง่าย และหนักแน่น ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะไม่เสียระยะหรือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นรูปแบบไลใดๆ หรืออุปสรรคใดก็ตาม