ถือเป็นเทรนด์แฟชั่นที่ต้องอัพเดทกันทุกปี สำหรับ “รองเท้ากอล์ฟ” โดยเฉพาะกับปี 2020 นี้ที่รูปลักษณ์ดีไซน์หลายรุ่นจากหลายแบรนด์ยังน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนเช่นเคย และแน่นอนว่ายังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ที่พร้อมตอบรับความต้องการของนักกอล์ฟที่มากกว่าเดิม

ถ้าหากว่าคุณกำลังมองหารองเท้ากอล์ฟคู่ใหม่อยู่ HotGolf เราขออาสาคัดรุ่นเด่นของปี 2020 ที่คุณควรต้องลองมาฝากกัน บอกเลยมีทุกแนวทุกเทรนด์ที่คุณกำลังมองหาอยู่อย่างแน่นอนครับ…

*สนใจรองเท้ากอล์ฟทุกรุ่น สามารถสั่งซื้อผ่าน HotGolf Shop ได้ที่คลิก https://line.me/R/ti/p/%40hotgolf

FootJoy Pro|SL
เป็นรุ่นที่เข้ามาจุดกระแสความนิยมให้กับรองเท้ากอล์ฟแบบไร้ปุ่มในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอย่างแท้จริง ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการยึดเกาะ, ความสบายในการสวมใส่ และความสะดวกที่สามารถใส่ต่อเนื่องได้ทั้งในและนอกสนาม พิสูจน์ด้วยการถูกเลือกใส่โดยผู้เล่นในทัวร์ชื่อดังหลากหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เอียน โพลเตอร์, หลุยส์ อูสธุยเซ่น, ชาร์ลี ฮอฟฟ์แมน ฯลฯ
จนมาถึงรุ่นล่าสุดเจเนเรชั่นที่ 3 สำหรับ FootJoy Pro|SL โดยเฉพาะรุ่นนี้ที่ยกระดับไปอีกขั้นด้วยมีการแบ่งเป็นสองโมเดลย่อย ระหว่าง Pro|SL และ Pro|SL “Carbon” รุ่นหลังมีการเพิ่มชิ้นส่วนพื้นเป็นวัสดุคาร์บอน เพื่อเพิ่มความมั่นคง และพลังในการคืนตัวที่สูงยิ่งกว่าเดิม นอกจากนี้ก็มาพร้อมประสิทธิภาพที่พัฒนาขึ้นอีกในหลายด้าน ไม่ว่าพื้นรองเท้าที่เพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะอีก 17% หรือมากถึง 189 จุด พร้อมเสริมโครงสร้าง PowerHarness ที่ช่วยโอบรัดเท้า ให้การซัพพอร์ทสูงสุดตลอดการสวิง ถ้าคุณกำลังกำลังมองหารองเท้ากอล์ฟแบบไร้ปุ่มที่ยังให้ประสิทธิภาพสูงสุด Pro|SL นี่ล่ะใช่เลย
ราคาขาย : FootJoy Pro|SL 5,440 บาท, FootJoy Pro|SL BOA 6,200 บาท, FootJoy Pro|SL Carbon BOA 7,400

FootJoy Tour X
FootJoy Tour X เป็นรองเท้ากอล์ฟระดับทัวร์เพอร์ฟอร์มานซ์ ที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยตอบโจทย์นักกอล์ฟที่มีพลังในการสวิงสูง ให้สามารถเร่งพลังในการสวิงให้สูงขึ้นได้อีกจนเต็มศักยภาพ ด้วยรากฐานที่แน่นหนาและมั่นคง ทั้งหมดถูกผสมผสานขึ้นจากการใช้นวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุด นำมาโดยพื้นรองเท้า PowerPlate ที่ทั้งเบา แต่แข็งแรง และให้ความมั่นคงอย่างที่สุด เพื่อให้ถ่ายพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดการสวิงของนักกอล์ฟ มาพร้อมปุ่มดีไซน์พิเศษ LaunchPods ที่วางไว้ถึง 9 ตำแหน่ง ที่ทำให้ทั้งโครงสร้างแข็งแรงขึ้น และมีการยึดเกาะที่ให้ความมั่นคงสูงสุดไปพร้อมกัน
รวมถึงอีกหนึ่งจุดเด่นคือ PowerStrap ที่เป็นวัสดุ thermoplastic polyurethane โอบรัดตั้งแต่พื้นรองเท้าไปจนถึงบริเวณรูร้อยสาย เพื่อช่วยให้รู้สึกกระชับ ลดการเคลื่อนตัวออกด้านข้างของเท้า เป็นอีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในทุกย่างก้าวที่เดิน และทุกสวิงที่ปลดปล่อยพลังออกมา
ถ้าคุณคือซีเรียสกอล์ฟเฟอร์ที่ต้องการประสิทธิภาพจากรองเท้ากอล์ฟให้ได้มากที่สุด FootJoy Tour X คือรองเท้ากอล์ฟที่คุณกำลังมองหาอยู่
ราคาขาย : FootJoy Tour X 6,640 บาท, FootJoy Tour X BOA 7,400 บาท

FootJoy FLEX XP
ต้องยอมรับเทรนด์ของรองเท้ากอล์ฟในปัจจุบันนั้นมีความหลากหลายมาก อีกหนึ่งเท่รนด์กำลังมาแรงคือ รองเท้ากอล์ฟแบบแคชชวลที่สามารถใส่ได้ทั้งในและนอกความ และความสำเร็จของรองเท้ากอล์ฟ FootJoy FLEX เมื่อปีที่แล้วก็เป็นตัวบ่งบอกในเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ในปีนี้เพื่อยกระดับไลน์รองเท้ากอล์ฟรุ่นนี้ให้จริงจังไปอีกขั้น FootJoy ได้ต่อยอดโมเดลนี้ด้วย FLEX XP ด้วยการปรับดีไซน์ และเพิ่มคุณสมบัติกันน้ำ เพื่อให้สวมใส่ออกรอบได้จริงจังมากกว่าเดิม พื้นรองเท้าเป็น Versa-Trax ที่ดีไซน์ให้ใส่ยึดเกาะได้ดีทั้งในและนอกสนาม รวมถึงตัวอัพเปอร์เป็น Laser Sport Fit ที่เน้นสวมใส่บริเวณหน้าเท้า ขณะเดียวกันก็ยังให้ลุคสปอร์ตเต็มตัว
ใครอยากดูเป็นนักกอล์ฟทั้งในและนอกสนาม เรียกว่าพร้อมออกรอบตลอดเวลา ก็ต้องรองเท้ากอล์ฟรุ่น FootJoy FLEX XP  หรือจะใส่ไปซ้อมไดร์ฟก็ดูเท่ทีเดียว
ราคาขาย : FootJoy FLEX XP 3,640 บาท

PUMA RS-G
ผ่านไปแล้วหลายรุ่นหลายสไตล์ มาเอาใจนักกอล์ฟวัยรุ่นที่ชื่นชอบในแนวสตรีท กับรองเท้ากอล์ฟ PUMA RS-G ที่มาในสไตล์สนีคเกอร์แนวสตรีทเต็มตัวโดยพัฒนาต่อยอดมาจากสนีคเกอร์รุ่นดังอย่าง RS-X และปรับใส่ความเป็นกอล์ฟเพิ่มเข้าไป
PUMA RS-G มาพร้อมโครงสร้างไร้รอยต่อ เพื่อให้กันน้ำแบบ 100% อัพเปอร์เป็นวัสดุหนังสังเคราะห์ไมโครไฟเบอร์ และ TPU เพิ่มความมั่นให้เท้าของคุณแห้งสนิทตลอดการออกรอบ นอกจากนี้ยังให้ความนุ่มสวมใส่สบายไปพร้อมกัน ด้านพื้นรองเท้าเป็นวัสดุยางคาร์บอน ที่ดีไซน์ให้มีการยึดเกาะที่ดีเยี่ยม เสริมด้วยฟิวชั่นโฟมที่ชั้นกลาง เพื่อให้ได้ใส่เดินสบายมากที่สุด
เชื่อว่า PUMA RS-G ถูกใจนักกอล์ฟวัยรุ่นแน่นอนครับ หรือถ้าคุณอยากลดอายุให้ดูเด็กกว่าเดิม ก็ใส่ได้เช่นกันครับ!
ราคาขาย : PUMA RS-G 4,800 บาท

ECCO S-Three
ถือเป็นแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องสวมใส่สบาย และมีเอกลักษณ์ดีไซน์ที่เฉพาะตัว สำหรับ ECCO รวมถึงในรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง S-Three ที่มาในสามคอนเซ็ปต์หลักคือ สวมใส่สบาย, มั่นคง และยืดหยุ่นสูง พร้อมการันตีประสิทธิภาพด้วยการสวมใส่โดย เฮนริค สเตนสัน นักกอล์ฟชื่อดังระดับโลกชาวสวีเดน
ECCO S-Three มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างพื้นรองเท้า ZONAL FLUIDFORM พื้นรองเท้าชั้นกลางที่ถูกผสมผสานและแบ่งออกเป็น 3 ส่วน สำหรับทำหน้าที่ที่แตกต่างกัน เพื่อให้ความสมดุลที่เหมาะสมระหว่างความสบายและความมั่นคงไปพร้อมกัน ไล่ตั้งแต่ส่วนส้นเท้าที่จะเน้นคุณสมบัติการกันกระแทก เพื่อส่งต่อความสบายไปตลอดทั้งฝ่าเท้า ส่วนตรงกลางเน้นความเฟิร์มเพื่อเสริมความมั่นคงตลอดการสวิง และส่วนหน้าเท้าจะเน้นความนุ่ม เพื่อให้สามารถใส่เดินสบายต่อเนื่องได้ทั้งในและนอกสนาม
รวมถึงในรุ่น S-Three ยังมาพร้อมกับการใช้วัสดุหนังลูกวัวที่นุ่มและระบายอากาศได้ดี เสริมด้วยเทคโนโลยี GORE-TEX ที่กันน้ำเข้าแบบ 100%
ราคาขาย : ECCO S-Three 7,920 บาท

Mizuno Wave Cadence
หลายคนจดจำภาพรองเท้าของ Mizuno ในฐานะเป็นแบรนด์รองเท้าวิ่งชั้นนำของวงการ และพวกเขาก็เลือกนำจุดเด่นนี้มาต่อยอดไปถึงรองเท้ากอล์ฟ ด้วยรุ่น Wave Cadence ที่ผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
Mizuno Wave Cadence มาพร้อมโครงสร้างรองเท้ากอล์ฟแบบชิ้นเดียวกัน เพื่อให้ความรู้สึกสบายตั้งแต่สวมใส่ได้ทันที ส่วนอัพเปอร์เป็นวัสดุเส้นใย Kuraray ที่ทั้งกันน้ำ และระบายอากาศได้อย่างยอดเยี่ยม มาพร้อมกับ Wave Platform เทคโนโลยีเด่นในรองเท้าวิ่งของ Mizuno รุ่นระดับไฮเอนด์ที่นักวิ่งต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ให้ทั้งความมั่นคงและการยึดเกาะที่จำเป็นตลอดวงสวิง ส่วนพื้นเป็น X10 CARBON RUBBER SOLE ที่ทนทานสูงในจุดที่จำเป็น เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานยิ่งกว่าเดิม
นี่คืออีกหนึ่งรุ่นที่มาในรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตจ๋า และถ้าคุณเชื่อมั่นในรองเท้าวิ่งของ Mizuno ที่ต้องบอกว่าขึ้นหิ้งไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณก็สามารถเชื่อมั่นใน Mizuno Wave Cadence ได้ด้วยเช่นกัน
ราคาขาย : Mizuno Wave Cadence 4,130 บาท

Asics GEL-COURSE Duo
ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งแบรนด์รองเท้าดังจากประเทศญี่ปุ่น อย่าง Asics ที่พัฒนาร่วมกันกับ Srixon จนมาถึงรุ่นใหม่ล่าสุด GEL-COURSE Duo
Asics GEL-COURSE Duo โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี FlyteFoam ที่ให้ทั้งความเบา และการสวมใส่ที่สบาย ด้วยพลังงานในการคืนตัวสูง ไม่ว่าเดินต่อเนื่องเป็นระยะเวลาเท่าใดก็ตาม อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ การเพิ่มวัสดุ GEL ไว้ที่ส้นเท้าด้านข้าง เพื่อช่วยลดการสะดุดให้การถ่ายทอดพลังงานของเท้าระหว่างสวิงไหลลื่นยิ่งขึ้น
ราคาขาย : Asics GEL-COURSE Duo 6,500 บาท